การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบ RTI MODEL PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Saturday, 29 September 2012 03:12

 ชื่อเรื่อง   (ภาษาไทย)          การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบ RTI MODEL             

              (ภาษาอังกฤษ)     DEVELOPING RTI MODEL MASTER SCHOOLชื่อผู้วิจัย  

              (ภาษาไทย)         ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฬามาศ  จันทร์ศรีสุคต                

              (ภาษาอังกฤษ)     Assist.Prof.Dr.Julamas Jansrisukot 

สถานที่ทำงาน   คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี  

โทรศัพท์มือถือ  081-739-7913

E-mail:           This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

 

1.ความสำคัญและความเป็นมา

  จากการสำรวจเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ซึ่งพบเป็นจำนวนมากและเรียนอยู่ในโรงเรียนปกติทั่วไป มีแนวโน้มที่จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีจำนวนมากที่สุดในกลุ่มเด็กพิการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2548ก) ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงได้กำหนดกลยุทธ์พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ โดยจัดให้มีกิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2548ข) โดยกำหนดให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกจังหวัด จัดทำกลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ จังหวัดอุดรธานีก็เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว โดยเฉพาะสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 ได้จัดทำกลยุทธ์ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disability: LD) โดยจัดให้มีการคัดกรองนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ พัฒนานวัตกรรมเพื่อช่วยเหลือ และดำเนินการพัฒนานักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ โดยจัดสอนในชั่วโมงซ่อมเสริมหรือหลังเลิกเรียน (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 , 2551)

 สำหรับข้อบ่งชี้ในระยะแรกเริ่มของการมีความบกพร่องทางการเรียนรู้หรือความยุ่งยากในการเรียนรู้นั้น จะปรากฏในระดับปฐมวัยและประถมศึกษา ซึ่งถ้าให้การช่วยเหลือและรักษาตั้งแต่เด็กอยู่ชั้น ป. 1-2 โอกาสที่เด็กจะประสบความสำเร็จประมาณร้อยละ 80 แต่ถ้าหากได้รับการช่วยเหลือในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-4 โอกาสที่เด็กจะประสบความสำเร็จมีประมาณร้อยละ 42 และถ้าเริ่มให้การช่วยเหลือและรักษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โอกาสจะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 5-10 (ดารณี ศักดิ์ศิริผล, 2549)     แนวคิดในการช่วยเหลือที่นับว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก คือ การช่วยเหลือหลายระดับ (Multi-Tiered Intervention ) ซึ่งจากการวิจัยของ Marija, Lidija and Simona (2000); Fuchs and Fuchs และคณะ (2001, 2002, 2005, 2007); Bryant and Bryant และคณะ (2008) ที่ศึกษาเกี่ยวกับการช่วยเหลือ 2 ระดับ คือ ระดับที่ 1 (Tier-1) เป็นการช่วยเหลือสำหรับนักเรียนทุกคน และระดับที่ 2 (Tier-2) ซึ่งเป็นการช่วยเหลือที่มีสำหรับนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ พบว่า การช่วยเหลือทั้งสองระดับจะช่วยป้องกันความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง และจำนวนนักเรียนที่มีความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์มีจำนวนลดลงเมื่อได้รับการช่วยเหลือหลายระดับ สำหรับประเทศไทย จุฬามาศ จันทร์ศรีสุคต (2553) ได้พัฒนาระบบการช่วยเหลือทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ โดยศึกษากับนักเรียนชั้น ป.1 และพบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนความสามารถทางคณิตศาสตร์ ความเชื่อมั่นในตนเองในวิชาคณิตศาสตร์และความคงทนในการเรียนรู้สูงกว่าคะแนนก่อนการทดลอง และมีคะแนนทั้ง 3 ด้านแตกต่างจากกลุ่มควบคุม นอกจากนี้ยังพบอีกว่า นักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ในกลุ่มทดลองมีจำนวนลดลง

  จากสภาพทั่วไปของการให้ความช่วยเหลือกับนักเรียนที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า การช่วยเหลือจะเน้นการให้ความช่วยเหลือกับนักเรียนที่ได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ แล้วเท่านั้น ทำให้มีนักเรียนอีกจำนวนหนึ่งที่อาจมีภาวะสี่ยงที่ขาดโอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความประสงค์ที่จะนำระบบการช่วยเหลือทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ชั้น ป. 1 ที่มุ่งเน้นการป้องกัน และการให้ความช่วยเหลือระยะแรกเริ่มก่อนที่เด็กจะประสบความล้มเหลวในการเรียนไปขยายผลให้เกิดการปฏิบัติได้จริงในโรงเรียนว่ามีลักษณะอย่างไรและผลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร  ซึ่งผลการวิจัยครั้งนี้ คาดว่าจะเป็นแนวทางในการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบ RTI MODEL ที่สามารถนำระบบการช่วยเหลือทางคณิตศาสตร์ไปประยุกต์ใช้กับเด็กที่มีความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ในระดับชั้นอื่นๆ  และได้สารสนเทศที่นำไปสู่การปรับปรุงกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปกติ และเด็กที่มีความต้องการพิเศษประเภทต่างๆ


2.วัตถุประสงค์ของการวิจัย

    2.1 เพื่อพัฒนาโรงเรียนต้นแบบ RTI MODEL     

    2.2 เพื่อศึกษาผลการนำ RTI MODEL ไปใช้ ในด้านต่อไปนี้

          1) จำนวนนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์

          2) ขั้นของความตระหนักเกี่ยวกับ RTI MODEL ของครู และ 3) ระดับการใช้ RTI MODEL ของครู


3. วิธีดำเนินการวิจัย  

    การวิจัยครั้งนี้แบ่งการดำเนินการเป็น 3 ระยะ คือ  

        ระยะที่ 1 การเตรียมความพร้อมของโรงเรียนและการกำหนดแนวทางในการนำ RTI MODEL ไป  

        ระยะที่ 2 การนำ RTI MODEL ไปใช้ เป็นการนำเครื่องมือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ RTI MODEL และ

        ระยะที่ 3    การศึกษาขั้นของความตระหนักและระดับการใช้ RTI MODEL ของครู          

    3.1.1  กลุ่มเป้าหมายเป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 2 ที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ้านตูมและโรงเรียนเลิงถ่อนโนนสมบูรณ์ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลดังนี้ (1) ครูผู้สอนคณิตศาสตร์ระดับชั้น ป.1 โรงเรียนละ 1 คน  จำนวน 2 คน (2) ผู้บริหาร โรงเรียนละ 1 คนได้ผู้บริหาร จำนวน 2 คน (3) ศึกษานิเทศก์ด้านงานการศึกษาพิเศษ จำนวน 1 คน (4) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนละ 1 ห้องเรียน       3.1.2  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย

            1) แบบสัมภาษณ์ความรู้และต้องการในการใช้ RTI MODEL ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างจำนวน 3 ชุด ได้แก่ (1) แบบสัมภาษณ์ศึกษานิเทศก์ (2) แบบสัมภาษณ์ครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ (3) แบบสัมภาษณ์ผู้บริหาร (4) ระบบการช่วยเหลือทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์

             2) แบบคัดกรองนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ และ

             3) แบบทดสอบความก้าวหน้าในการเรียนรู้

             4) แบบสอบถามความตระหนักเกี่ยวกับ RTI MODEL และ

             5) แบบสอบถามระดับการใช้ RTI MODEL  3.1.3  การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย

                  1) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยการวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐาน ได้ แก่ ค่าร้อยละ และ

                  2) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและสรุปแบบพรรณนาความ


4.ผลการวิจัย     

    4.1 ผลการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบ RTI MODEL พบว่า การดำเนินงานต้องมีการวางแผนร่วมกันระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารและครู เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางในการนำ RTI MODEL ไปใช้ให้สอดคล้องกับสภาพของโรงเรียน ดังนี้ 1) เครื่องมือประกอบ RTI MODEL 2) ครูผู้ใช้ RTI MODEL 3) ผู้ดำเนินการคัดแยกครั้งที่ 4) การติดตามให้ความช่วยเหลือของนักวิชาการในการจัดอบรมให้ความรู้เพิ่มเติม 5) การจัดหาศูนย์ที่ให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้การดำเนินการใช้ RTI MODEL เป็นไปอย่างราบรื่น   

     4.2   ผลการใช้ RTI MODEL มีรายละเอียดดังนี้           

        4.2.1 จำนวนนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ มีจำนวนลดลง 4.2.2  ขั้นของความตระหนักเกี่ยวกับ  RTI MODEL ของครู รายละเอียดดังภาพที่ 1

 

01

                                                                 ภาพที่ 1 คะแนนขั้นของความตระหนักเกี่ยวกับ RTI MODEL ของครู


        4.2.3 ระดับการใช้ RTI MODEL ของครู รายละเอียดดังภาพที่ 2


2

                                                                    ภาพที่ 2 ระดับการใช้ RTI MODEL ของครู


5.อภิปรายผล

     

     5.1 ผลการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบ RTI MODEL  

           5.1.1  การเตรียมการให้ความรู้และสร้างความตระหนักให้กับผู้บริหาร และครู ให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้ RTI MODEL เป็นวิธีการคัดแยกและให้ความช่วยเหลือนักเรียนทุกคนในโรงเรียน ก่อนจะตัดสินใจนำ  RTI MODEL ไปใช้ ซึ่งสอดคล้องกับ Hord & Austin (1986) ที่ทำการวิจัยติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในการใช้นวัตกรรมของครู โดยมีการให้คำปรึกษาและการเสริมแรงในระหว่างที่ครูใช้นวัตกรรมในการปรับปรุงโรงเรียน พบว่า ผู้บริหารที่มีความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโดยใช้การวิจัยจะมีความคิดในการปรับปรุงการทำงานในระหว่างกระบวนการใช้นวัตกรรมและให้ความช่วยเหลือตามความต้องการของครู

  5.1.2  การกำหนดแนวทางในการนำ RTI MODEL ไปใช้ มีกระบวนการ ดังนี้ 1) กำหนดเครื่องมือ 2) กำหนดครูผู้ใช้ RTI MODEL 3) กำหนดผู้ดำเนินการคัดแยกครั้งที่ 1 4) กำหนดการติดตามให้ความช่วยเหลือของนักวิชาการในการจัดอบรมให้ความรู้เพิ่มเติม 5) กำหนดให้มีการจัดศูนย์ที่ให้ความช่วยเหลือในด้านวิชาการและการฝึกอบรมการผลิตสื่อๆ หรือด้านอื่นๆ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก RTI MODEL เป็นนวัตกรรมใหม่ ยังไม่มีหน่วยงานใดผลิตเอกสารและเครื่องมือเกี่ยวกับ   RTI MODEL โดยเฉพาะในกลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับ  Hord (1987) ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในการใช้นวัตกรรมของครู ว่ามีลักษณะดังนี้ 1) เป็นกระบวนการ 2) มีผู้ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกร่วมทำงาน 3) เป็นความก้าวหน้าในการใช้นวัตกรรมของแต่ละคน 4) มีการสนับสนุนที่เป็นการช่วยเหลือในการทำงาน 5) การประสบผลสำเร็จเป็นเรื่องของแต่ละคน 6) เป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล

     5.2 ผลการนำ RTI MODEL ไปใช้ 

           5.2.1   จำนวนนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์มีจำนวนลดลง  ซึ่งสอดคล้องกับ Fuchs, Compton, Fuchs, Paulsen, Bryant & Hamlett (2005) ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้ RTI เป็นวิธีการในการป้องกันและคัดแยกความบกพร่องทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนเกรด 1   ซึ่งจากการวิจัยพบว่า (1) ในตอนปลายปีจำนวนนักเรียนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงลดลง (2) การช่วยเหลือโดยการใช้รูปแบบการสอน CRA และการฝึกปฏิบัติกับคอมพิวเตอร์เป็นรายบุคคลมีผลอย่างมากต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ (3) RTI ช่วยลดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์และสามารถใช้ในการคัดแยกความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์

           5.2.2  ขั้นความตระหนักเกี่ยวกับ RTI MODEL ของครู ภายหลังการใช้ RTI MODEL พบว่า ขั้นของความตระหนักของครูทั้งสองโรงเรียนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อาจเนื่องมาจาก 1) ก่อนใช้ RTI MODEL ผู้บริหารและครูทุกคนจากทั้งสองโรงเรียนเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการใช้ RTI MODEL ครูจึงได้รับความรู้เชิงทฤษฎีเกี่ยวกับ RTI MODEL แต่ในด้านปฏิบัติยังต้องการความรู้ว่าในการนำไปใช้จะดำเนินการได้อย่างไร จึงมีขั้นความตระหนักในขั้น 1 ความตระหนักถึงสารสนเทศ 2) ในระหว่างที่ใช้ RTI MODEL ครูต้องการผู้ช่วยในการคัดแยกครั้งที่ 1 ที่ต้องดำเนินการคัดแยกกับนักเรียนชั้น ป.1 ทุกคน และต้องการการสนับสนุนจากผู้บริหารในด้านงบประมาณ และการสร้างขวัญกำลังใจ ตลอดจนต้องการความช่วยเหลือทางด้านวิชาการจากผู้วิจัย ดังนั้น จึงมีความตระหนักในขั้น 5  ความตระหนักในการสร้างความร่วมมือ ขั้น 3 ความตระหนักถึงการจัดการ   และขั้น 4 ความตระหนักถึงผลที่ตามมา  ซึ่งสอดคล้องกับ  Olafson, Quinn, & Hall (2005) ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการนำผลแบบปฏิบัติที่ดีเยี่ยม (Best Practice) ของหลักสูตรการฝึกหัดครู โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพทำการศึกษากับนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายที่จะจบไปเป็นครู โดยใช้เวลาในการศึกษา 3 ภาคเรียน ด้วยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตชั้นเรียน พบว่า ในภาคเรียนแรกนักศึกษาจะมีความตระหนักเกี่ยวกับตนเองในระดับสูงในการใช้นวัตกรรม ภาคเรียนที่สองนักศึกษามีความคุ้นเคยกับนวัตกรรมจะมีความตระหนักที่แตกต่างกัน ทั้งความตระหนักเกี่ยวกับตนเอง ความตระหนักเกี่ยวกับงานและความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบในการใช้นวัตกรรม ส่วนในภาคเรียนที่สามนักศึกษามีความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบในการใช้                  

            5.2.3  ระดับการใช้ RTI MODEL ของครู พบว่า ระดับการใช้ RTI MODEL ของครูทั้งสองโรงเรียนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก ในช่วงเวลาก่อนใช้ RTI MODEL ครูยังไม่มีความคุ้นเคยและขาดทักษะในการใช้  RTI MODEL จึงคิดว่า มีการใช้ RTI MODEL ระดับที่ 1 คือ ระดับกำหนดทิศทาง 2) ในระหว่าง การใช้  RTI MODEL รอบที่ 2 และรอบที่ 3 ครูมีความคุ้นเคย และมีทักษะมากขึ้นจึงสามารถใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว และมีความคิดที่จะปรับปรุงให้เข้ากับบริบทของชั้นเรียนของตน จึงทำให้มีการใช้ RTI MODELในระดับ 4A  คือ ระดับกิจวัตรประจำวัน  ในระดับ 4B คือ ระดับปรับปรุง  ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับ Olafson, Quinn, & Hall (2005) ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการนำผลของแบบปฏิบัติที่ดีเยี่ยม (Best Practice) ไปใช้ของหลักสูตรการฝึกหัดครู โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพทำการศึกษากับนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายที่จะจบไปเป็นครู โดยใช้เวลาในการศึกษา 3 ภาคเรียน ด้วยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตชั้นเรียน พบว่า ในภาคเรียนแรกนักศึกษาจะใช้นวัตกรรมในระดับที่สาม คือ ระดับกลไก โดยเน้นในเรื่องของการใช้เทคโนโลยี โดยมีการวางแผนวันต่อวัน ภาคเรียนที่สองและภาคเรียนที่สามนักศึกษาจะใช้นวัตกรรมในระดับ 4B คือ ระดับปรับปรุง โดยนักศึกษามีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น


6. สรุปผลและข้อเสนอแนะ

     

    การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบ  RTI MODEL ให้ประสบผลสำเร็จนั้นจะต้องมี 1) การเตรียมความพร้อมของโรงเรียนและกำหนดแนวทางในการนำ RTI MODEL ไปใช้ ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมที่โรงเรียนต้องดำเนินการร่วมกันทั้งโรงเรียนโดยมีศึกษานิเทศก์และนักวิชาการร่วมในการทบทวนและสร้างความตระหนักร่วมกันในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินการใช้ RTI MODEL 2) การนำ RTI MODEL ไปใช้ในโรงเรียน จำนวน 3 รอบ เพื่อ เป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการใช้ RTI MODEL ของโรงเรียนตามแนวทางที่กำหนดร่วมกันแล้วทำการปรับปรุงให้มีความเหมาะสมกับบริบทของการทำงานในโรงเรียนให้มากที่สุด 3) การประเมินขั้นของความตระหนักและระดับการใช้ RTI MODEL ของครู ว่าอยู่ในระดับใด อย่างไร เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาครูก่อนการใช้ RTI MODEL อีกทั้งผู้บริหารและครูยังต้องมีแนวคิดที่พร้อมจะยอมรับนวัตกรรมใหม่ๆ และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงแนวคิดและแนวปฏิบัติเดิมเพื่อให้เกิดผลที่ดีที่สุดกับนักเรียน ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังนี้

     

     1.ข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบ RTI MODEL สามารถนำไปใช้ได้  2 รูปแบบ คือ รูปแบบที่ 1 เป็นระบบการช่วยเหลือนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางการเรียนรู้  2) เป็นวิธีการคัดกรองนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางการเรียนรู้     

     2.ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป           

        2.1 ควรมีการศึกษาและทำวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาวิธีการและเครื่องมือที่ใช้ติดตามความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของนักเรียนด้านการอ่าน และการเขียนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือระดับที่ 1 (Tier-1) และระดับที่ 2 (Tier-2)           

         2.2 ควรมีการศึกษาระยะยาวเพื่อติดตามการใช้  RTI MODEL เช่น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ  การคัดกรอง และวิธีการให้ความช่วยเหลือ ว่าครูมีความตระหนักในการใช้ RTI MODEL ในขั้นที่สูงขึ้นหรือไม่ อย่างไร



 



Last Updated on Saturday, 29 September 2012 03:58