บทความ
Professional Learning Communities, Differentiated Instruction & Responsiveness to Intervention PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Monday, 01 October 2012 05:13

                                                                                                                                       สงวนลิขสิทธิ์


                  Professional Learning Communities, Differentiated

                     Instruction & Responsiveness to Intervention


                                            ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฬามาศ จันทร์ศรีสุคต

 


     ในยุคปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ในแต่ละชั้นเรียนจะมีนักเรียนที่มีความสามารถที่หลากหลายและแตกต่างกัน ดังพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พุทธศักราช 2545 มาตรา 10 ที่ระบุว่า การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์   สังคม การสื่อสารและการเรียนรู้หรือมีร่างกายพิการ หรือทุพพลภาพหรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้หรือไม่มีผู้ดูแลหรือด้อยโอกาส ต้องจัดให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ  การศึกษาสำหรับคนพิการในวรรคสอง ให้จัดให้ตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิได้รับความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา นอกจากนี้แล้วในมาตรา 22 ยังระบุถึงหลักการจัดการศึกษาว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ต้องจัดการศึกษาที่พัฒนาผู้เรียนตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ  ครูทุกคนมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแสวงหาวิธีการที่จะช่วยให้นักเรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งนวัตกรรมใหม่ที่ครูจะต้องทราบคือ Professional Learning Communities (PLCs) Differentiated Instruction (DI) และ Responsiveness to Intervention (RTI)

 

 

ทำไมต้อง PLCs, DI และ RTI

     ทั้งชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ ( Professional Learning Communities: PLCs) การสอนที่แตกต่างกัน (Differentiated Instruction: DI) และการตอบสนองต่อการช่วยเหลือResponsiveness to Intervention: RTI) ซึ่งมีที่มาจากทฤษฎีพหุปัญญาของ Gardner ที่ได้กล่าวถึง ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเรียนรู้ ว่า “How students learn in a holistic & natural way” (Gardner, 1983) ซึ่งหมายความว่า นักเรียนเรียนรู้ในวิถีทางที่เป็นองค์รวมและธรรมชาติอย่างไร นอกจากนี้แล้ว สติปัญญาของนักเรียนถูกเปิดไว้เพื่อการเรียนรู้และครูต้องพัฒนาโอกาสที่หลากหลายเพื่อให้นักเรียนได้สืบเสาะและคิด 

      Carol, A. Tomlinson เขียนหนังสือ “How to Differentiated Instruction in Mixed Ability Classroom” ในปี 1995 ซึ่งเน้นเกี่ยวกับการใช้ Differentiated Instruction ในชั้นเรียนที่มีความสามารถหลากหลาย

 

การสอนที่แตกต่างกัน (Differentiated Instruction: DI) มาจากไหน

     DI เป็นปรัชญาที่ต้องการให้นักการศึกษาเปลี่ยนกระบวนทัศน์ นอกจากนี้แล้ว DI ยังมีจุดเน้นที่ ว่า “นักเรียนทุกคนควรจะได้รับการเตรียมการในการวางแผนที่เฉพาะเจาะจงโดยแบ่งสมองเป็น 4 ส่วน คือ VAKT” Marzano (2001) ได้เสนอยุทธศาสตร์การสอนไว้ 9 ประเภท ดังนี้

1. ระบุความเหมือน/ความแตกต่าง

2. สรุปและจดบันทึก

3. ความพยายาม

4. การบ้าน/การฝึกฝน

5. การตอบสนองโดยใช้อวัจนะภาษา

6. การเรียนรู้แบบร่วมมือ

7. การให้ข้อมูลย้อนกลับ

8. การสรุปนัยทั่วไป/การทดสอบสมมติฐาน

9. ผังกราฟิก (Graphic Organizers)

 

ชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ (Professional Learning Communities: PLCs) มาจากไหน

  Rosenholtz (1989) ได้ทำการวิจัยพบว่า “ครูที่มีความรู้สึกว่า ตนเองมีความสามารถมักจะปรับปรุงตนเอง ยอมรับพฤติกรรมใหม่ๆ และพยายามพัฒนาวิชาชีพของตนเอง”Darling-Hammond & Bransford (2005) ได้พยายามพัฒนามาตรฐานระดับชาติของครูที่สะท้อนผลถึงสิ่งที่ครูต้องการในการสอนนักเรียนที่มีความหลากหลาย งานวิจัยของพวกเขามีจุดเน้นที่ “the better we know our students, the quicker we can intervene in their learning” นั่นคือ ถ้าครูยิ่งรู้จักนักเรียนของตนเองดีเท่าไร ก็ยิ่งสามารถช่วยนักเรียนในการเรียนรู้ได้เร็วขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว ในงานวิจัยยังเน้น ว่า นักเรียนที่ครูต้องรู้จักมีความต้องการครูที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีนวัตกรรม

 

การตอบสนองต่อการช่วยเหลือ (Responsiveness To Intervention: RTI) มาจากไหน

RTI มีจุดเริ่มต้นจาก IDEA 2004 (Individualized Disabilities Education Act 2004) “การช่วยเหลือนักเรียนที่มีความบกพร่องโดยมีการช่วยเหลือและให้บริการในระยะแรกเริ่ม”

     RTI จะช่วยส่งเสริมนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงโดยการกำจัดสิ่งกีดขวางในการเรียนรู้ของนักเรียน

     Brown-Chidsey, Bronaugh & McGraw (2009) กล่าวถึง RTI ว่า เป็นกลยุทธ์ (road map) สำหรับการประสบผลสำเร็จของนักเรียนในชั้นเรียนปกติ
จากภาพรวมของที่มาของนวัตกรรมทั้ง 3 ประการ ข้างต้น การทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับรายละเอียดของ PLCS, DI และ RTI จะช่วยให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชั้นเรียนได้ สำหรับรายละเอียดของนวัตกรรม PLCS, DI และ RTI พอที่จะสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

 

ชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ (Professional Learning Communicaties:PLCs) คืออะไร

     PLCs มาจากทฤษฎีที่กล่าวถึง นักการศึกษาที่ชอบคิด ที่มีความต้องการแลกเปลี่ยนความเชื่อทั่วไปเกี่ยวกับการสอนและการเรียนรู้ด้วยกันที่ไม่ใช่แค่การพัฒนาวิชาชีพเท่านั้น แต่ยังต้องการให้นักเรียนประสบผลสำเร็จ

     Darling-Hammond ได้ปรับปรุง IDEA (Individualized Disabilities Education Act) โดยการให้โรงเรียนสะท้อนแนวคิดใหม่เกี่ยวกับ RTI โดยมีความเชื่อว่า นักการศึกษาเชื่อว่า นักการศึกษาสามารถสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียนให้ดีที่สุดด้วยการใช้การสอนที่แตกต่างกัน หรือ DI Hord (1997) สรุปองค์ประกอบของ PLCs ดังนี้

  1. วิสัยทัศน์ ความเชื่อ และค่านิยม (Vision, Beliefs & Values)

  2. ความเป็นผู้นำ (Leadership)

  3. การชี้นำ (Leading)

  4. สิ่งแวดล้อมเชิงบวก (Positive Environment)

  5. การปฏิบัติส่วนบุคคล (Personal Practice)

 

จะเริ่มต้นและใช้  PLCs อย่างไร/อย่างไร

“โรงเรียนควรเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับครูและนักเรียน”โดยเฉพาะ ในศตวรรษที่ 21”

  1. กำหนดความต้องการของโรงเรียนและความพร้อมในการเลี่ยนแปลง (ระบุสิ่งที่ขัดขวาง/อุปสรรค)

  2. หาคนมาแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ โดยเริ่มต้นจากการแลกเปลี่ยนแนวคิด

  3. กำหนดกรอบ

  4. พิจารณาจุดที่ต้องการเปลี่ยนแปลงจากจุดเล็กๆ (เช่น เริ่มต้นจากบางสิ่งบางอย่างที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากภายนอก เช่น การประดับตกแต่งห้องโถง หรือทางเดินหน้าโรงเรียน)

 

กลยุทธ์ในการจัดการและใช้ PLCs อย่างยั่งยืน

  1. เริ่มต้นด้วยขั้นตอนง่ายๆ (Take a baby steps) โดยเริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมาย อภิปราย สะท้อนผล แลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ เพื่อกำหนดว่า จะดำเนินการอย่างไร โดยพิจารณาและสะท้อนผลในประเด็นต่อไปนี้

     1.1 หลักการอะไรที่จะสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติ

     1.2 เราจะเริ่มต้นความรู้ใหม่อย่างไร

     1.3 การออกแบบอะไรที่พวกเราควรใช้ในการตรวจสอบหลักฐานของการเรียนรู้ที่สำคัญ

  2. การวางแผนด้วยความร่วมมือ (Plan Cooperatively)สมาชิกของกลุ่มกำหนดสารสนเทศที่ต้องใช้ในการดำเนินการ

  3. การกำหนดความคาดหวังในระดับสูง (Set high expectations) และวิเคราะห์การสอนสืบเสาะหาวิธีการที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จสูงสุด

    3.1 ทดสอบข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับการสอนหลังจากได้มีการจัดเตรียมต้นแบบที่เป็นการวางแผนระยะยาว (Long-term)

    3.2 จัดให้มีช่วงเวลาของการชี้แนะ โดยเน้นการนำไปใช้ในชั้นเรียน

    3.3 ให้เวลาสำหรับครูที่มีความยุ่งยากในการสังเกตการณ์ปฏิบัติในชั้นเรียนของครูที่สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้อย่างประสบผลสำเร็จ

  4. เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ (Start small) เริ่มต้นจากการใช้กลุ่มเล็กๆ ก่อน แล้วค่อยปรับขยาย

  5. ศึกษาและใช้ข้อมูล (Study and use the data)ตรวจสอบผลการนำไปใช้และการสะท้อนผลเพื่อนำมากำหนดว่า แผนไหน ควรใช้ต่อไป/แผนไหนควรปรับปรุงหรือยกเลิก

  6.วางแผนเพื่อความสำเร็จ (Plan for success)เรียนรู้จากอดีต ปรับปรุงหรือปฏิเสธในสิ่งที่ไม่สำเร็จ และทำต่อไป ความสำเร็จในอนาคต หรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเจตคติและพฤติกรรมของครู

  7.นำสู่สาธารณะ (Go public)แผนไหนที่สำเร็จก็จะมีการเชิญชวนให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม ยกย่องและแลกเปลี่ยนความสำเร็จ           

  8.ฝึกฝนร่างกายและหล่อเลี้ยงสมอง  (Exercise the body & nourish the brain)จัดกิจกรรมที่ได้มีการเคลื่อนไหวและ เตรียมครูที่ทำงานสำเร็จของแต่ละกลุ่มโดยมีการจัดอาหาร เครื่องดื่มที่มีประโยชน์

 

 

สรุป

PLCs มุ่งเน้นที่การปฏิบัติการสอนและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน

 

 

 

ประเภทของ PLCs PLCs แบ่งออกเป็นประเภทดังนี้ 

  1. พันธมิตรครู (Teacher partnership) เน้น การปรับปรุงยุทธศาสตร์การสอนที่เฉพาะเจาะจง

  2. ทีมตามระดับชั้นเรียน (Grade-level teams) เน้นการร่วมมือในการวางแผนและการสอน

  3. ทีมตามสาระการเรียนรู้ (Content-area teams) เน้นการปรับปรุงหลักสูตร

  4. ทีมระหว่างหลักสูตร (Vertical teams) เน้นการจัดเตรียมความคาดหวังและประสบการณ์ของนักเรียน

  5. ทีมทั้งโรงเรียน (Whole school) เน้น นวัตกรรมการสอนและการเรียนรู้

  6. ทีมระหว่างเขตพื้นที่ (Cross district) เน้น ประเด็นของการปฏิบัติและความเท่าเทียมกัน

 

การสอนที่แตกต่างกัน (Differentiated Instruction :DI)

   Tomlinson กล่าวว่า DI เป็นปรัชญาการสอนที่อาศัยความร่วมมือที่หลากหลายและกลยุทธ์ แนวคิดและกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน แนวคิดและกิจกรรม นอกจากนี้แล้ว DI ยังเป็นการรวบรวมจุดเน้นของแผนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางที่ให้นักเรียนได้ใช้วิธีการที่แตกต่างกันเพื่อบรรลุจุดหมายเดียวกัน

 

ส่วนประกอบของ DI

    แนวคิดที่ดีที่สุดและเป็นอันดับแรกของ  DI คือ ครูจะตระหนักว่า นักเรียนแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะและการจัดสิ่งแวดล้อมเชิงบวกในชั้นเรียน

  1. สำรวจความสนใจ (ประเมินความรู้ของนักเรียนและเรื่องอื่นๆ)

  2. สำรวจและประเมินพหุปัญญาและลีลาการเรียนรู้ ( MI & LS)

  3. ข้อมูลโดยรวมที่มีลักษณะความเป็นผู้นำ (Leadership Profiles)

  4. การสนทนากับนักเรียนและผู้ปกครอง

  5. การสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน

  6. สารสนเทศ ระเบียนเกี่ยวกับการเรียนรู้ทักษะความสนใจของนักเรียน

 

Tomlinson เสนอองค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้

  1. ความสมดุลระหว่างความจริงจังกับความรื่นเริง (Seriousness & Celebration)

  2. ความเคารพนับถือนักเรียนทุกคน

  3. แลกเปลี่ยน/ร่วมรับผิดชอบระหว่างครูและนักเรียน

  4. เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

  5. หลักฐานของการกำหนดกิจวัตร

  6. สิ่งแวดล้อมต้องไม่กดดัน/ข่มขู่

การจัดกลุ่มแบบยืดหยุ่น ( flexible grouping)ประเภทของกลุ่มแบ่งออกเป็น 6 ประเภทดังนี้

  1. กลุ่มตามความสนใจ (Interest)

  2. กลุ่มแบบสุ่ม (Random)

  3. กลุ่มที่มีลักษณะเหมือนกัน (Homogeneous)

  4. กลุ่มตามพหุปัญญา (MI)

  5. กลุ่มที่มีลักษณะต่างกัน (Heterogeneous)

  6. กลุ่มแบบร่วมมือ (Cooperative)

ประโยชน์ของการจัดกลุ่มแบบยืดหยุ่น

  1. บรรลุความต้องการของนักเรียนทุกคน

  2. การสอนที่ชัดเจนและเป็นระบบ

  3. โอกาสสำหรับการฝึกฝนและการตอบสนอง

  4. วัสดุการสอนที่สอดคล้องกับความสามารถของนักเรียน

  5. การให้ข้อมูลย้อนกลับที่ถูกต้องอย่างคงที่และเหมาะสม

กลยุทธ์และกิจกรรมสำหรับเนื้อหาที่แตกต่างกัน 

  1. แนวคิดการเรียนรู้จากรูปธรรม (Concrete Approaches)นักเรียนที่เรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านรูปธรรมโดยใช้ประสามสัมผัสตั้งแต่หนึ่งด้านหรือมากกว่า 5 ด้านหรือเรียนรู้ผ่านพหุปัญญา ได้แก่

      1.1 การลงมือปฏิบัติ ได้แก่

            1.1.1 ลูกโลกและแผนที่

            1.1.2 การลงมือปฏิบัติทางคณิตศาสตร์

            1.1.3 การลงมือปฏิบัติที่หลากหลาย และเครื่องมือสำหรับเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจง 

     1.2 กิจกรรม ได้แก่

            1.2.1  การทดลองทางวิทยาศาสตร์และประสบการณ์ภาคสนาม

            1.2.2  การศึกษานอกสถานที่

            1.2.3  การทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนที่เท่าเทียมกันหรือผู้ใหญ่ที่เป็นที่ปรึกษาเพื่อช่วยเหลือในการเรียนรู้

            1.2.4  ประสบการณ์เพิ่มเติมที่สนใจ

1.3 กลยุทธ์การสอน ได้แก่

            1.3.1  สอนคำศัพท์จากเนื้อหาที่จะเรียนก่อนสอนอ่านเนื้อหานั้นๆ (โดยเฉพาะเด็กที่มีความยุ่งยากด้านการอ่านควรสอนคำศัพท์ล่วงหน้าก่อนประมาณ 2 สัปดาห์)                     

            1.3.2  เชื่อมโยงความรู้เดิมเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนมาแล้วก่อนสอนเนื้อหาใหม่                     

            1.3.3  ถ่ายทอดเนื้อหาเป็นกลุ่มๆ ตามลำดับ (สอนเนื้อหาเป็นกลุ่มและเป็นเมินเป็นกลุ่ม)

 

    แนวคิดการสอนที่เน้นรูปธรรม มี 2 แนวคิด ได้แก่ การเรียนรูโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning: PBL) และการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (Inquiry Learning)                      

      การเรียนรูโดยใช้ปัญหาเป็นฐานจะมีลักษณะของการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้นักเรียนทำงานอย่างร่วมมือกันเป็นกลุ่มเพื่อแก้ปัญหาที่ครูออกแบบไว้ซึ่งจำลองมาจากปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง โดยอยู่ภายใต้การแนะนำของครู ทั้งนี้นักเรียนจะเป็นผู้กำหนดปัญหา ระบุตัวแปร สำรวจหาคำตอบและพัฒนาวิธีการที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา โดยสรุปแล้ว ผู้เรียนจะเป็นผู้สร้างความรู้และความเข้าใจด้วยตนเองโดยใช้ทรัพยากรที่หลากหลายและนำเสนอข้อค้นพบต่อผู้ฟัง

       การเรียนรู้แบบสืบเสาะมีลักษณะคล้ายการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน แต่การเรียนรู้แบบสืบเสาะจะเน้นที่การตั้งคำถามและการคิดอย่างมีวิจารณญาณพอๆ กับการแก้ปัญหา ทั้งนี้นักเรียนจะเป็นผู้ออกแบบปัญหาการวิจัยที่อิงหน่วยมาตรฐานที่ได้รับการสอนและผลการวิจัยในรูปของผลผลิตที่สัมพันธ์กับสารสนเทศที่นำมาอภิปรายและสะท้อนผล

   2. แนวคิดการเรียนรู้จากกึ่งรูปธรรม (Representational Approaches)นักเรียนที่เรียนรู้ได้ดีที่สุดจากแนวคิดการเรียนรู้ที่เป็นกึ่งรูปธรรม โดยใช้อวัจนะภาษา เช่น การวาดภาพ การแสดงบทบาทสมมติ ทั้งนี้หมายถึง การจัดกิจกรรมให้นักเรียนโดยใช้คำพูดน้อยที่สุดหรือไม่ใช้เลย เช่น 

     2.1 ผังกราฟิก (Graphic Organizers)

     2.2 ใช้เหตุการณ์ที่อยู่ในความสนใจของนักเรียนเป็นตัวอย่างเนื้อหา

   3. แนวคิดการเรียนรู้จากนามธรรม (Abstract Approaches)นักเรียนที่เรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านนามธรรมที่ทำให้นักเรียนพัฒนาทักษะการคิดในระดับสูง เช่น การสังเกต การวิเคราะห์และการประเมินค่า ได้แก่

     3.1 ใช้การให้นักเรียนกำหนดเป้าหมายการมีพฤติกรรมที่ดีในแต่ละสัปดาห์

     3.2 ครูหรือนักเรียนเป็นผู้กำหนดวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้

     3.3 ใช้การกำหนดจุดเน้นมโนมติที่เรียนมาแล้ โดยการขีดเส้นใต้ คำศัพท์ ที่เรียนมาแล้ว

     3.4 ใช้ข้อความ ฉันสงสัยว่า เพื่อแสดงถึงความเข้า 

     3.5  ใช้แนวคิดหลักหรือการทำความเข้าใจอย่างเป็นขั้นตอนในการเรียนรู้แต่ละหน่วยเนื้อหา4. แนวคิดการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและสื่อ (Technology-and Media-Related Approaches)                  

  นักเรียนที่เรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านเทคโนโลยีหรือสื่อสามารถเข้าถึงเนื้อหาโดยผ่านเทคโนโลยีหรือสื่อที่หลากหลายดังนี้

4.1 กระดานอัจฉริยะ (SMART Boards) บล็อก (Blogs) หรือเว็บไซต์ต่างๆ 

4.2 เครื่องดนตรี

4.3 การวิจัย การใช้บล็อก (Blogs) วิกิ (Wikis) เพื่อให้ได้สารสนเทศสำหรับการอ่าน วิทยาศาสตร์ หรือประสบการณ์ทางสังคมศึกษา
4.4 การนำเสนอโดยใช้สื่อ เช่น การนำเสนอเพาเวอร์พอยท์ที่ครูทำเอง หรือที่ครูจากที่อื่นๆทำขึ้นผ่านออนไลน์

4.5 คลิบวีดิโอโดยไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้ผลิต

4.6 การใช้ซอฟท์แวร์ต่างๆ

  กลยุทธ์และกิจกรรมสำหรับกระบวนการที่แตกต่างกัน Differentiated process เป็นกระบวนการที่เสนอโอกาสที่หลากหลายสำหรับนักเรียนที่จะทำความเข้าใจและความหมายของเนื้อหาและทักษะใหม่ๆ ที่ครูเป็นผู้ถ่ายทอดให้กับนักเรียนหรือให้นักเรียนเข้าถึงด้วยตนเองSousa (2006) ได้ย้ำในเรื่อง “How the brain learns”และเตือนไว้ว่า ความแตกต่างระหว่างความเข้าใจและความหมาย ซึ่งสารสนเทศใหม่ๆ ที่สามารถเข้าใจได้ง่ายโดยนักเรียนด้วยการทำความเข้าใจ ขณะเดียวกันสารสนเทศใหม่ๆ สามารถเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมของนักเรียนจะเป็นสิ่งที่มีความหมายสำหรับนักเรียน           

      ตัวอย่างของกระบวนการที่แตกต่างกัน มีดังนี้

  1. แนวคิดการเรียนรู้จากรูปธรรม (Concrete Approaches) นักเรียนที่เรียนรู้ได้ดีที่สุดโดยผ่านกระบวนการที่เป็นรูปธรรมจากประสบการณ์ตรงกับเนื้อหาใหม่ๆ โดยใช้ประสาทสัมผัสหนึ่งด้านหรือมากกว่า 5 ด้านหรือผ่านพหุปัญญา                 

     1.1  การลงมือปฏิบัติ ได้แก่                          

          1.1.1 วัสดุที่ให้นักเรียนนำไปสู่การสำรวจโดยใช้พหุปัญญาหรือลีลาการเรียนรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการเรียนรู้ในด้านการฟัง การดูและการเคลื่อนไหว 

          1.1.2 ลูกโลกและแผนที่                       

          1.1.3 การลงมือปฏิบัติทางคณิตศาสตร์                       

          1.1.4 การลงมือปฏิบัติที่หลากหลาย และเครื่องมือสำหรับเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจง                 

     1.2  กิจกรรม ได้แก่                       

           1.2.1  การทดลองในห้องปฏิบัติการและประสบการณ์ภาคสนามหลังจากที่นักเรียนเข้าใจเนื้อหาที่เป็นนามธรรมแล้ว                       

           1.2.2  กิจกรรมกับเพื่อนร่วมชั้นและผู้ใหญ่ที่เป็นที่ปรึกษาเพื่อให้การช่วยเหลือในการเรียนรู้                       

           1.2.3  กิจกรรมที่ใช้ประสบการณ์เพิ่มเติมที่นักเรียนสนใจหรือการสำรวจเพิ่มเติม                       

           1.2.4  การเขียนสถานการณ์จำลอง, ตัวละคร               

     1.3 กลยุทธ์การสอน ได้แก่                       

           1.3.1  ให้นักเรียนมีโอกาสในการอธิบายมโนมติที่เรียนรู้กับเพื่อนนักเรียน                       

           1.3.2  ให้โอกาสในการปฏิบัติและทบทวนกับนักเรียนโดยกำหนดจากความสามารถที่หลากหลายของนักเรียนในการทำความเข้าใจและสร้างความหมายเกี่ยวกับสารสนเทศ                       

           1.3.3  จัดกลุ่มนักเรียนโดยใช้หลายๆ วิธีเพื่อให้นักเรียนได้เห็นมุมมองของคนอื่นๆ                       

           1.3.4  ออกแบบกิจกรรมและสถานที่ในการทำงานที่มีกิจกรรมที่มีความเชื่อถึงระดับของนักเรียนที่อิงความแตกต่างในด้านการอ่าน และความสนใจ 

            1.3.5  มั่นใจว่านักเรียนเข้าใจถึงความคาดหวังสำหรับภาระงานวิชาการ ภาระงานที่ต้องร่วมมือกันถ้าภาระงานเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของงานที่มอบหมายและพฤติกรรม ทั้งนี้นักเรียนต้องมีพฤติกรรมการทำงานที่เป็นอิสระ ในช่วงปลายแต่ละสัปดาห์นักเรียนควรจะสามารถประเมินตนเองทั้งในด้านความก้าวหน้าทางวิชาการและพฤติกรรม

 

     แนวคิดการสอนที่เน้นรูปธรรม มี 2 แนวคิด ได้แก่

การเรียนรูโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning: PBL) และการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (Inquiry Learning)                         การเรียนรูโดยใช้ปัญหาเป็นฐานจะมีลักษณะของการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้นักเรียนทำงานอย่างร่วมมือกันเป็นกลุ่มเพื่อแก้ปัญหาที่ครูออกแบบไว้ซึ่งจำลองมาจากปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง โดยอยู่ภายใต้การแนะนำของครู ทั้งนี้นักเรียนจะเป็นผู้กำหนดปัญหา ระบุตัวแปร สำรวจหาคำตอบและพัฒนาวิธีการที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา โดยสรุปแล้ว ผู้เรียนจะเป็นผู้สร้างความรู้และความเข้าใจด้วยตนเองโดยใช้ทรัพยากรที่หลากหลายและนำเสนอข้อค้นพบต่อผู้ฟัง การเรียนรู้แบบสืบเสาะมีลักษณะคล้ายการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน แต่การเรียนรู้แบบสืบเสาะจะเน้นที่การตั้งคำถามและการคิดอย่างมีวิจารณญาณพอๆ กับการแก้ปัญหา ทั้งนี้นักเรียนจะเป็นผู้ออกแบบปัญหาการวิจัยที่อิงหน่วยมาตรฐานที่ได้รับการสอนและผลการวิจัยในรูปของผลผลิตที่สัมพันธ์กับสารสนเทศที่นำมาอภิปรายและสะท้อนผล

  2. แนวคิดการเรียนรู้จากกึ่งรูปธรรม (Representational Approaches)นักเรียนที่เรียนรู้ได้ดีที่สุดจากกระบวนการที่เป็นกึ่งรูปธรรม โดยใช้อวัจนะภาษา เช่น การวาดภาพ การแสดงบทบาทสมมติ ทั้งนี้หมายถึง การจัดกิจกรรมให้นักเรียนโดยใช้คำพูดน้อยที่สุดหรือไม่ใช้เลย เช่น 

     2.1 ผังกราฟิก (Graphic Organizers) เช่น time-line, ผังมโนมติ เพื่อให้มองเห็นภาพใหญ่ของการเรียนรู้ใหม่

     2.2 ใช้ชาร์ทและกราฟเพื่อสื่อสารสารสนเทศทางสายตา

     2.3 ให้นักเรียนสร้างการนำเสนอที่เป็นอวัจนะภาษา เช่น ไดอะแกรม แผนภูมิ

     2.4 ใช้เหตุการณ์ที่อยู่ในความสนใจของนักเรียนเป็นตัวอย่างเนื้อหา

     2.5 สอนให้นักเรียนจดจำรูปแบบภายในทักษะหรือเนื้อหาที่อาจเป็นวัจนะหรืออวัจนะภาษา โดยเฉพาะในวิชาคณิตศาสตร์

  3. แนวคิดการเรียนรู้จากนามธรรม (Abstract Approaches)     

   นักเรียนที่เรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านนามธรรมที่ทำให้นักเรียนพัฒนาทักษะการคิดในระดับสูง เช่น การสังเกต การวิเคราะห์และการประเมินค่า ได้แก่

     3.1 การลงมือปฏิบัติ ได้แก่              

            3.1.1 เพิ่มวัสดุตามระดับการอ่านที่แตกต่างกันเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ใหม่โดยให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสในการใช้ภาระงานที่เน้นปัญหาและเน้นการสืบเสาะ   

     3.2 กิจกรรม ได้แก่       

             3.2.1 ภาระงานด้านคำศัพท์ที่เน้นสมองเป็นฐานเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนได้มีโอกาสใช้เวลาในการทบทวนและสร้างความหมาย                         3.2.2 การจัดกลุ่มแบบร่วมมือโดยใช้ภาระงานที่มีความหมายเพื่อพัฒนาความเข้าใจของนักเรียนในเนื้อหาที่อิงมาตรฐาน             

            3.2.3 การสัมมนาแบบโสเครติกโดยใช้การตอบสนองต่อคำถามปลายเปิดภายในกลุ่ม             

            3.2.4  การศึกษานอกสถานที่            

            3.2.5  กิจกรรม Give One Get One

     3.3 กลยุทธ์การสอน ได้แก่           

            3.3.1  ให้เนื้อหาที่เป็นกระบวนการโดยการให้ข้อมูลย้อนกลับที่มีความหมายและอย่างทันท่วงที           

            3.3.2  อนุญาตให้นักเรียนเลือกกิจกรรมอย่างหลากหลายที่เป็นการเรียนรู้อย่างอิสระด้วยการมีสัญญาและการเรียนรู้ที่มอบหมาย                     3.3.3  การใช้คำถามหลายระดับ      

            3.3.4  การมอบหมายงานเป็นระดับ           

            3.3.5  สอนกลยุทธ์การจดบันทึกที่หลากหลาย           

            3.3.6  การจัดกลุ่มนักเรียนด้วยวิธีการที่หลาหลายเพื่อให้นักเรียนได้เห็นมุมมองในด้านเชื้อชาติ เพศและวัฒนธรรม4. แนวคิดการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและสื่อ (Technology-and Media-Related Approaches)               

    นักเรียนที่เรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านเทคโนโลยีหรือสื่อสามารถเข้าถึงเนื้อหาโดยผ่านเทคโนโลยีหรือสื่อที่หลากหลายดังนี้               

    4.1 บล็อก (Blogs) หรือเว็บไซต์ต่างๆ                

    4.2 เครื่องดนตรี               

    4.3  การศึกษานอกสถานที่ที่กำหนดโดยครูหรือนักเรียน เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่ต้องการศึกษาพร้อมกับคำถาม           4.4 การวิจัยโดยใช้บล็อก (Blogs) และวิกิ (Wikis) เพื่อให้ได้สารสนเทศสำหรับการอ่าน หรือวิจารณ์ภาพยนตร์               

    4.4 การเขียน การแก้ไขและการออกแบบการนำเสนอสื่อโดยใช้ สไลด์หรือเพาเวอร์พอยท์               

    4.5 การใช้ซอฟท์แวร์ที่ต้องการให้นักเรียนตอบสนองต่อเนื้อหาด้วยการเขียนสะท้อนผลหรือค้นหาเนื้อหาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความเข้าใจ               4.6 การใช้ WebQuests ที่ออกแบบเพื่อความเข้าใจกระบวนการ

  กลยุทธ์และกิจกรรมสำหรับผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ครูจะต้องออกแบบผลผลิตของนักเรียนให้มีความแตกต่างกัน เช่น การทำโครงงาน การทำรายงานหรือการนำเสนอ นอกจากนี้แล้วการประเมินผลที่แตกต่างกัน (Differentiated Assessment) ควรจะให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำแฟ้มสะสมงานที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลาย โดยเน้นสิ่งที่นักเรียนรู้และสิ่งที่นักเรียนสามารถทำได้ ยิ่งไปกว่านี้ สำหรับนักเรียนที่มีความยุ่งยากอาจให้นักเรียนตอบคำถามสั้นๆ ซึ่งบางทีนักเรียนอาจจะเขียนตอบสนองได้อย่างน่าอัศจรรย์ที่แสดงถึงการคิดในขั้นสูง ซึ่งดีกว่าการที่ให้นักเรียนเลือกคำตอบจากคำตอบที่ครูกำหนดไว้

  1. แนวคิดการเรียนรู้จากรูปธรรม (Concrete Approaches) นักเรียนที่เรียนรู้ได้ดีที่สุดโดยผ่านกระบวนการที่เป็นรูปธรรมจากประสบการณ์ตรงกับเนื้อหาใหม่ๆ โดยใช้ประสาทสัมผัสหนึ่งด้านหรือมากกว่า 5 ด้านหรือผ่านพหุปัญญา

     1.1 โครงงานที่เปิดโอกาสให้นักเรียนใช้พหุปัญญาและลีลาการเรียนรู้เพื่อแสดงการเรียนรู้ออกมาเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น โบชัวร์ รูปปั้น อนุทิน รูปแบบ ฯลฯ                 

     1.2  การทดลองในห้องปฏิบัติการและประสบการณ์ภาคสนามหลังจากที่นักเรียนเรียนรู้กระบวนการที่ให้เนื้อหาที่ให้โอกาสกับนักเรียนในการแก้ปัญหาที่เน้นภาระงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของนักเรียน                 

     1.3  ความหลากหลายของการกำหนดความสำเร็จของนักเรียนเพื่อให้นักเรียนเข้าใจและสร้างความหมายเกี่ยวกับเนื้อหาโดยการให้โอกาสนักเรียนได้ลงมือปฏิบัติและทบทวน

  2. แนวคิดการเรียนรู้จากกึ่งรูปธรรม (Representational Approaches)นักเรียนที่เรียนรู้ได้ดีที่สุดจากกระบวนการที่เป็นกึ่งรูปธรรม โดยใช้อวัจนะภาษา เช่น การวาดภาพ การแสดงบทบาทสมมติ ทั้งนี้หมายถึง การจัดกิจกรรมให้นักเรียนโดยใช้คำพูดน้อยที่สุดหรือไม่ใช้เลย เช่น 

     2.1 การมอบหมายงานที่ให้นักเรียนแสดงการพัฒนามโนมติ ที่นอกเหนือจากหลักสูตร เช่น การระบายสี  การบรรยาย การวาดการ์ตูน ฯลฯ          2.2  การมอบหมายงานที่ให้นักเรียนใช้ชาร์ท กราฟ time-line ผังมโนทัศน์ เพื่อสื่อสารสารสนเทศ เช่น เพื่อแสดงการเก็บรวบรวมข้อมูล แสดงผลของการวิจัย หรือสารสนเทศอื่นๆ ที่ต้องการแลกเปลี่ยน

  3. แนวคิดการเรียนรู้จากนามธรรม (Abstract Approaches)     นักเรียนที่เรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านนามธรรมที่ทำให้นักเรียนพัฒนาทักษะการคิดในระดับสูง เช่น การสังเกต การวิเคราะห์และการประเมินค่า ได้แก่
     3.1  ให้นักเรียนอธิบายไม่ว่าจะด้วยการเขียนหรือพูดปากเปล่าถึงสิ่งที่นักเรียนเข้าใจภายหลังจากการเรียนรู้               

     3.2  ใช้กลุ่มแบบร่วมมือและภาระงานในการประเมินเพื่อประเมินผลเป้าหมายทางวิชาการและพฤติกรรมโดยเริ่มจากการให้นักเรียนประเมินตนเองก่อน               

     3.3  ใช้การสัมมนาแบบโสเครติก (มอบหมายการอ่านตำรา การตอบคำถามปลายเปิดภายในกลุ่ม)               

     3.4  การให้นักเรียนได้มีโอกาสเลือกภาระงานระหว่างเรียนและปลายภาค

  4. แนวคิดการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและสื่อ (Technology-and Media-Related Approaches) นักเรียนที่เรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านเทคโนโลยีหรือสื่อสามารถเข้าถึงเนื้อหาโดยผ่านเทคโนโลยีหรือสื่อที่หลากหลายดังนี้               

     4.1  บล็อก วิกิ                 

     4.2  การนำเสนอโดยใช้สื่อรวมไปถึง วีดิทัศน์ สไลด์ ผลงานที่ออกมาในรูปของเสียง หรือ WebQuests ที่แสดงเนื้อหาหรือทักษะที่เรียนรู้        4.3  ใช้ซอฟท์แวร์ที่นักเรียนสามารถฟังปริศนาและแบบทดสอบแทนการอ่านด้วยตนเองและตอบสนองต่อแบบทดสอบที่เป็นการแสดงความเข้าใจเนื้อหาและทักษะ
การนำ DI ไปใช้

  1. การพัฒนา PLCs

  2. การทบทวน การประเมิน และการใช้มาตรฐานชาติ รัฐและท้องถิ่น

  3. เข้าใจนักเรียนทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน ความสนใจ ความชอบ ความต้องการ โดยการสังเกต แบบสำรวจ การประเมินอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ

  4. สร้างบรรยากาศในชั้นเรียนเชิงบวก

  5. ใช้เครื่องมือในการประเมินก่อนเรียน

  6. การวางแผนการสอน

  7. การบูณาการ  DI กับ RTI DI เป็นหัวใจของ Tier-1 ในกรอบงานของ RTI 

  8. การประเมินผลรวมที่สมบูรณ์ DI ทำเพื่อนักเรียนทุกคนในชั้นเรียน (ไม่ใช่แค่ IEP)

การใช้ Differentiation

  1. การออกแบบบทเรียนด้วยวิธีการที่หลากหลายเพื่อส่งต่อเนื้อหา

  2. การหยุดอย่างมีเป้าหมายระหว่างเรียนแต่ละบทเรียนเพื่อให้นักเรียนมีเวลาในการจัดกระทำกับวัสดุอุปกรณ์ 
  3. การใช้การประเมินผลระหว่างเรียน (Formative Assessment)

  4. การใช้การจัดกลุ่มที่ยืดหยุ่น (Flexible Grouping) เพื่อจัดกลุ่มขนาดเล็กในการสอน

  5. การมีเป้าหมายเกี่ยวกับกลยุทธ์การจัดการชั้นเรียน

  6. การใช้แบบสำรวจความสนใจและภาพรวมของการเรียนรู้เพื่อทำให้การเรียนรู้สัมพันธ์กับนักเรียน นอกจากนี้แล้วยังรวมไปถึง

  7. หลักสูตรที่กะทัดรัดและมีข้อตกลงอย่างอิสระสำหรับนักเรียนแต่ละประเภท

  8. การจัดหลักสูตรให้มีมาตรฐาน

  9. การออกแบบหลักสูตรและหน่วยในหลักสูตรด้วยการประเมินผลเป็นอันดับแรก

  10. การรักษาเป้าหมายในระดับสูงสำหรับนักเรียนทุกคนและการกำหนดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการให้เกรดในชั้นเรียนที่แตกต่างกัน
  การตอบสนองต่อการช่วยเหลือ (Responsiveness to Intervention:RTI)Mellard & Johnson (2008) กล่าวถึง กรอบของ RTI ดังนี้

  1. การคัดกรองและการป้องกัน (Screening & Prevention)

     1.1 การคัดแยกนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยง

     1.2 การจัดเตรียมการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม (Early Intervention)

  2. การช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม (Early Intervention)

  3. การส่งเสริมหลักสูตรปกติสำหรับนักเรียนทุกคน

  4. การตัดเตรียมการช่วยเหลือและการซ่อมเสริม

  5. การกำหนดความบกพร่อง

  6. การกำหนดการตอบสนองของนักเรียนต่อการสอน

  7. การกำหนดการตอบสนองของนักเรียนต่อการช่วยเหลือ

  8. RTI ช่วยเพิ่มการเรียนรู้ในการศึกษาปกติของนักเรียนและลดจำนวนนักเรียนที่ต้องรับการศึกษาพิเศษ (Brown-Chidsey & Steege, 2005)

  9. การช่วยเหลือระยะแรกเริ่มจะช่วยให้นักเรียนที่ได้รับการคัดแยกว่ามีภาวะเสี่ยงในการมีปัญหาด้านการอ่านมีผลลัพธ์ดีขึ้น (Speece, Case & Molloy, 2003)

  10. วิธีการ RTI ที่ใช้กันมานานช่วยลดการเข้าสู่การศึกษาพิเศษและปรับปรุงผลลัพธ์ทางวิชาการของนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยง (O’Connor, 2003; Tilly, 2003)

ทักษะในศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills)

RTI เน้น ความต้องการจำเป็นของนักเรียนในศตวรรษที่ 21 ดังนี้

  1. การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา (Critical Thinking & Problem Solving)

  2. ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity & Innovation)

  3. การสื่อสารและความร่วมมือ (Communication & Collaboration)สืบเนื่องจากนักเรียนมีความหลากหลาย อีกทั้งมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ครูจะต้องสำรวจวิธีการให้ได้มาซึ่งเนื้อหา กระบวนการ ผลลัพธ์ ที่แตกต่างกันเพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาและทักษะการตัดสินใจในการช่วยเหลือแต่ละระดับ

 

  นักเรียนทุกคนควนจะเรียนรู้เพื่อประเมินตนเองเกี่ยวกับความก้าวหน้าและการเจริญเติบโตของตนเองเพื่อให้สามารถพึ่งตนเองได้และสร้างแรงจูงใจให้กับตนเอง               

  การเข้าใจถึงลีลาการเรียนรู้ของนักเรียน พหุปัญญาจะเป็นแนวทางสำหรับครูในการเตรียมทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนและแสดงการรอบรู้มาตรฐานเนื้อหาและทักษะ และช่วยครูในการติดตามการเรียนรู้ของนักเรียน

 

ส่วนประกอบของ RTI

  1. การคัดกรองที่เป็นสากล (Universal Screening)

  2. การติดตามความก้าวหน้า (Progress Monitoring)

  3. การสอนหลักที่อิงหลักฐาน (Evidence-based Core Instruction)

  4. การตัดสินใจที่อิงข้อมูล (Data-based Decision Making)

  5. การช่วยเหลือที่อิงหลักฐาน (Evidence-based Intervention)
การคัดกรองที่เป็นสากล (Universal Screening) มีลักษณะดังนี้

  1. รวดเร็ว ราคาถูกหรือฟรี

  2. เกิดขึ้นในระหว่างการสอนปกติ (Tier-1)

  3. มีบทบาทในการทำนายความสามารถในอนาคต

  4. มักจะดำเนินการ 3 ครั้งใน 1 ปี ในระดับชั้นต้นๆ
การติดตามความก้าวหน้า (Progress Monitoring)

  1. เน้นความแม่นยำในการเป็นตัวแทนการเรียนรู้ที่คละความสามารถในปัจจุบันของนักเรียน

  2. ดำเนินการซ้ำๆ และในช่วงเวลาสั้นๆ ตลอดการเรียน

  3. ควรใช้ใน Tier-1 เท่าที่จำเป็น โดยเน้นความก้าวหน้าของนักเรียน สำหรับ Tier-2 จะใช้ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือมากกว่านั้น สำหรับ Tier-3 ใช้ 3 ครั้งต่อสัปดาห์หรือทุกวัน

  4. สามารถใช้ในการกำหนดทั้งความสามารถและการพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้อง

  5. อาจใช้ Web-based หรือนักการศึกษาสร้างเอง
การตัดสินใจที่อิงข้อมูล (Data-based Decision Making)

  1. การประเมินผลแบบเป็นทางการ (Formal Assessment) ได้แก่

  2. แบบทดสอบมาตรฐาน

  3. การทดสอบจากตำรา

  4. การวัดผลที่อิงหลักสูตร (Curriculum-based Measurement)

  5. การคัดกรองที่เป็นสากล (Universal Screening)

  6. การติดตามความก้าวหน้า (Progressive Monitoring)

  7. การประเมินผลแบบไม่เป็นทางการ (Informal Assessments) 

  8. การสังเกต

  9. การทดสอบย่อยที่ใช้เวลาสั้นๆ

  10. การเขียนอนุทิน

  11. การสำรวจ

  12. ตัวอย่างงานเขียน

  13. งานอื่นๆ ของนักเรียน

 
ใช้ RTI เมื่อไหร่/อย่างไร การช่วยเหลือระยะแรกเริ่มเป็นสิ่งที่จำเป็น (Early Intervention is Essential) หมายถึง ประเด็นต่อไปนี้

  1. ไม่ต้องรอนักจิตวิทยามาทดสอบนักเรียน

  2. ไม่ต้องรอให้นักเรียนประสบความล้มเหลวก่อนแล้วค่อยพิจารณาว่า นักเรียนประสบความล้มเหลว

  3. ไม่ต้องรอการเปรียบเทียบความแตกต่างที่ถูกต้อง (Correct Discrepancy)

  4. ไม่ต้องรอจนกระทั่งนักเรียนอยู่ชั้น ป.3 แล้วให้ความช่วยเหลือ

 

3

 

 

การใช้ RTI รูปแบบ Problem Solving MODEL (DPIE)

02

 

การบูรณาการ RTI & DI

01

 

 

เอกสารอ้างอิง

Stoehr, J., Banks, M., & Allen, L.  (2011).  PLCs, DI, & RTI: A Tapestry  for school        

       change.  Thousand Oakes, California: Crowin.

 

 


 











 





Last Updated on Monday, 01 October 2012 06:28
 
การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบ RTI MODEL PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Saturday, 29 September 2012 03:12

 ชื่อเรื่อง   (ภาษาไทย)          การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบ RTI MODEL             

              (ภาษาอังกฤษ)     DEVELOPING RTI MODEL MASTER SCHOOLชื่อผู้วิจัย  

              (ภาษาไทย)         ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฬามาศ  จันทร์ศรีสุคต                

              (ภาษาอังกฤษ)     Assist.Prof.Dr.Julamas Jansrisukot 

สถานที่ทำงาน   คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี  

โทรศัพท์มือถือ  081-739-7913

E-mail:           This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

 

1.ความสำคัญและความเป็นมา

  จากการสำรวจเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ซึ่งพบเป็นจำนวนมากและเรียนอยู่ในโรงเรียนปกติทั่วไป มีแนวโน้มที่จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีจำนวนมากที่สุดในกลุ่มเด็กพิการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2548ก) ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงได้กำหนดกลยุทธ์พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ โดยจัดให้มีกิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2548ข) โดยกำหนดให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกจังหวัด จัดทำกลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ จังหวัดอุดรธานีก็เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว โดยเฉพาะสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 ได้จัดทำกลยุทธ์ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disability: LD) โดยจัดให้มีการคัดกรองนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ พัฒนานวัตกรรมเพื่อช่วยเหลือ และดำเนินการพัฒนานักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ โดยจัดสอนในชั่วโมงซ่อมเสริมหรือหลังเลิกเรียน (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 , 2551)

 สำหรับข้อบ่งชี้ในระยะแรกเริ่มของการมีความบกพร่องทางการเรียนรู้หรือความยุ่งยากในการเรียนรู้นั้น จะปรากฏในระดับปฐมวัยและประถมศึกษา ซึ่งถ้าให้การช่วยเหลือและรักษาตั้งแต่เด็กอยู่ชั้น ป. 1-2 โอกาสที่เด็กจะประสบความสำเร็จประมาณร้อยละ 80 แต่ถ้าหากได้รับการช่วยเหลือในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-4 โอกาสที่เด็กจะประสบความสำเร็จมีประมาณร้อยละ 42 และถ้าเริ่มให้การช่วยเหลือและรักษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โอกาสจะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 5-10 (ดารณี ศักดิ์ศิริผล, 2549)     แนวคิดในการช่วยเหลือที่นับว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก คือ การช่วยเหลือหลายระดับ (Multi-Tiered Intervention ) ซึ่งจากการวิจัยของ Marija, Lidija and Simona (2000); Fuchs and Fuchs และคณะ (2001, 2002, 2005, 2007); Bryant and Bryant และคณะ (2008) ที่ศึกษาเกี่ยวกับการช่วยเหลือ 2 ระดับ คือ ระดับที่ 1 (Tier-1) เป็นการช่วยเหลือสำหรับนักเรียนทุกคน และระดับที่ 2 (Tier-2) ซึ่งเป็นการช่วยเหลือที่มีสำหรับนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ พบว่า การช่วยเหลือทั้งสองระดับจะช่วยป้องกันความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง และจำนวนนักเรียนที่มีความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์มีจำนวนลดลงเมื่อได้รับการช่วยเหลือหลายระดับ สำหรับประเทศไทย จุฬามาศ จันทร์ศรีสุคต (2553) ได้พัฒนาระบบการช่วยเหลือทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ โดยศึกษากับนักเรียนชั้น ป.1 และพบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนความสามารถทางคณิตศาสตร์ ความเชื่อมั่นในตนเองในวิชาคณิตศาสตร์และความคงทนในการเรียนรู้สูงกว่าคะแนนก่อนการทดลอง และมีคะแนนทั้ง 3 ด้านแตกต่างจากกลุ่มควบคุม นอกจากนี้ยังพบอีกว่า นักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ในกลุ่มทดลองมีจำนวนลดลง

  จากสภาพทั่วไปของการให้ความช่วยเหลือกับนักเรียนที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า การช่วยเหลือจะเน้นการให้ความช่วยเหลือกับนักเรียนที่ได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ แล้วเท่านั้น ทำให้มีนักเรียนอีกจำนวนหนึ่งที่อาจมีภาวะสี่ยงที่ขาดโอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความประสงค์ที่จะนำระบบการช่วยเหลือทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ชั้น ป. 1 ที่มุ่งเน้นการป้องกัน และการให้ความช่วยเหลือระยะแรกเริ่มก่อนที่เด็กจะประสบความล้มเหลวในการเรียนไปขยายผลให้เกิดการปฏิบัติได้จริงในโรงเรียนว่ามีลักษณะอย่างไรและผลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร  ซึ่งผลการวิจัยครั้งนี้ คาดว่าจะเป็นแนวทางในการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบ RTI MODEL ที่สามารถนำระบบการช่วยเหลือทางคณิตศาสตร์ไปประยุกต์ใช้กับเด็กที่มีความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ในระดับชั้นอื่นๆ  และได้สารสนเทศที่นำไปสู่การปรับปรุงกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปกติ และเด็กที่มีความต้องการพิเศษประเภทต่างๆ


2.วัตถุประสงค์ของการวิจัย

    2.1 เพื่อพัฒนาโรงเรียนต้นแบบ RTI MODEL     

    2.2 เพื่อศึกษาผลการนำ RTI MODEL ไปใช้ ในด้านต่อไปนี้

          1) จำนวนนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์

          2) ขั้นของความตระหนักเกี่ยวกับ RTI MODEL ของครู และ 3) ระดับการใช้ RTI MODEL ของครู


3. วิธีดำเนินการวิจัย  

    การวิจัยครั้งนี้แบ่งการดำเนินการเป็น 3 ระยะ คือ  

        ระยะที่ 1 การเตรียมความพร้อมของโรงเรียนและการกำหนดแนวทางในการนำ RTI MODEL ไป  

        ระยะที่ 2 การนำ RTI MODEL ไปใช้ เป็นการนำเครื่องมือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ RTI MODEL และ

        ระยะที่ 3    การศึกษาขั้นของความตระหนักและระดับการใช้ RTI MODEL ของครู          

    3.1.1  กลุ่มเป้าหมายเป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 2 ที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ้านตูมและโรงเรียนเลิงถ่อนโนนสมบูรณ์ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลดังนี้ (1) ครูผู้สอนคณิตศาสตร์ระดับชั้น ป.1 โรงเรียนละ 1 คน  จำนวน 2 คน (2) ผู้บริหาร โรงเรียนละ 1 คนได้ผู้บริหาร จำนวน 2 คน (3) ศึกษานิเทศก์ด้านงานการศึกษาพิเศษ จำนวน 1 คน (4) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนละ 1 ห้องเรียน       3.1.2  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย

            1) แบบสัมภาษณ์ความรู้และต้องการในการใช้ RTI MODEL ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างจำนวน 3 ชุด ได้แก่ (1) แบบสัมภาษณ์ศึกษานิเทศก์ (2) แบบสัมภาษณ์ครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ (3) แบบสัมภาษณ์ผู้บริหาร (4) ระบบการช่วยเหลือทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์

             2) แบบคัดกรองนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ และ

             3) แบบทดสอบความก้าวหน้าในการเรียนรู้

             4) แบบสอบถามความตระหนักเกี่ยวกับ RTI MODEL และ

             5) แบบสอบถามระดับการใช้ RTI MODEL  3.1.3  การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย

                  1) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยการวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐาน ได้ แก่ ค่าร้อยละ และ

                  2) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและสรุปแบบพรรณนาความ


4.ผลการวิจัย     

    4.1 ผลการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบ RTI MODEL พบว่า การดำเนินงานต้องมีการวางแผนร่วมกันระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารและครู เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางในการนำ RTI MODEL ไปใช้ให้สอดคล้องกับสภาพของโรงเรียน ดังนี้ 1) เครื่องมือประกอบ RTI MODEL 2) ครูผู้ใช้ RTI MODEL 3) ผู้ดำเนินการคัดแยกครั้งที่ 4) การติดตามให้ความช่วยเหลือของนักวิชาการในการจัดอบรมให้ความรู้เพิ่มเติม 5) การจัดหาศูนย์ที่ให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้การดำเนินการใช้ RTI MODEL เป็นไปอย่างราบรื่น   

     4.2   ผลการใช้ RTI MODEL มีรายละเอียดดังนี้           

        4.2.1 จำนวนนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ มีจำนวนลดลง 4.2.2  ขั้นของความตระหนักเกี่ยวกับ  RTI MODEL ของครู รายละเอียดดังภาพที่ 1

 

01

                                                                 ภาพที่ 1 คะแนนขั้นของความตระหนักเกี่ยวกับ RTI MODEL ของครู


        4.2.3 ระดับการใช้ RTI MODEL ของครู รายละเอียดดังภาพที่ 2


2

                                                                    ภาพที่ 2 ระดับการใช้ RTI MODEL ของครู


5.อภิปรายผล

     

     5.1 ผลการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบ RTI MODEL  

           5.1.1  การเตรียมการให้ความรู้และสร้างความตระหนักให้กับผู้บริหาร และครู ให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้ RTI MODEL เป็นวิธีการคัดแยกและให้ความช่วยเหลือนักเรียนทุกคนในโรงเรียน ก่อนจะตัดสินใจนำ  RTI MODEL ไปใช้ ซึ่งสอดคล้องกับ Hord & Austin (1986) ที่ทำการวิจัยติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในการใช้นวัตกรรมของครู โดยมีการให้คำปรึกษาและการเสริมแรงในระหว่างที่ครูใช้นวัตกรรมในการปรับปรุงโรงเรียน พบว่า ผู้บริหารที่มีความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโดยใช้การวิจัยจะมีความคิดในการปรับปรุงการทำงานในระหว่างกระบวนการใช้นวัตกรรมและให้ความช่วยเหลือตามความต้องการของครู

  5.1.2  การกำหนดแนวทางในการนำ RTI MODEL ไปใช้ มีกระบวนการ ดังนี้ 1) กำหนดเครื่องมือ 2) กำหนดครูผู้ใช้ RTI MODEL 3) กำหนดผู้ดำเนินการคัดแยกครั้งที่ 1 4) กำหนดการติดตามให้ความช่วยเหลือของนักวิชาการในการจัดอบรมให้ความรู้เพิ่มเติม 5) กำหนดให้มีการจัดศูนย์ที่ให้ความช่วยเหลือในด้านวิชาการและการฝึกอบรมการผลิตสื่อๆ หรือด้านอื่นๆ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก RTI MODEL เป็นนวัตกรรมใหม่ ยังไม่มีหน่วยงานใดผลิตเอกสารและเครื่องมือเกี่ยวกับ   RTI MODEL โดยเฉพาะในกลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับ  Hord (1987) ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในการใช้นวัตกรรมของครู ว่ามีลักษณะดังนี้ 1) เป็นกระบวนการ 2) มีผู้ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกร่วมทำงาน 3) เป็นความก้าวหน้าในการใช้นวัตกรรมของแต่ละคน 4) มีการสนับสนุนที่เป็นการช่วยเหลือในการทำงาน 5) การประสบผลสำเร็จเป็นเรื่องของแต่ละคน 6) เป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล

     5.2 ผลการนำ RTI MODEL ไปใช้ 

           5.2.1   จำนวนนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์มีจำนวนลดลง  ซึ่งสอดคล้องกับ Fuchs, Compton, Fuchs, Paulsen, Bryant & Hamlett (2005) ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้ RTI เป็นวิธีการในการป้องกันและคัดแยกความบกพร่องทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนเกรด 1   ซึ่งจากการวิจัยพบว่า (1) ในตอนปลายปีจำนวนนักเรียนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงลดลง (2) การช่วยเหลือโดยการใช้รูปแบบการสอน CRA และการฝึกปฏิบัติกับคอมพิวเตอร์เป็นรายบุคคลมีผลอย่างมากต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ (3) RTI ช่วยลดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์และสามารถใช้ในการคัดแยกความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์

           5.2.2  ขั้นความตระหนักเกี่ยวกับ RTI MODEL ของครู ภายหลังการใช้ RTI MODEL พบว่า ขั้นของความตระหนักของครูทั้งสองโรงเรียนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อาจเนื่องมาจาก 1) ก่อนใช้ RTI MODEL ผู้บริหารและครูทุกคนจากทั้งสองโรงเรียนเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการใช้ RTI MODEL ครูจึงได้รับความรู้เชิงทฤษฎีเกี่ยวกับ RTI MODEL แต่ในด้านปฏิบัติยังต้องการความรู้ว่าในการนำไปใช้จะดำเนินการได้อย่างไร จึงมีขั้นความตระหนักในขั้น 1 ความตระหนักถึงสารสนเทศ 2) ในระหว่างที่ใช้ RTI MODEL ครูต้องการผู้ช่วยในการคัดแยกครั้งที่ 1 ที่ต้องดำเนินการคัดแยกกับนักเรียนชั้น ป.1 ทุกคน และต้องการการสนับสนุนจากผู้บริหารในด้านงบประมาณ และการสร้างขวัญกำลังใจ ตลอดจนต้องการความช่วยเหลือทางด้านวิชาการจากผู้วิจัย ดังนั้น จึงมีความตระหนักในขั้น 5  ความตระหนักในการสร้างความร่วมมือ ขั้น 3 ความตระหนักถึงการจัดการ   และขั้น 4 ความตระหนักถึงผลที่ตามมา  ซึ่งสอดคล้องกับ  Olafson, Quinn, & Hall (2005) ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการนำผลแบบปฏิบัติที่ดีเยี่ยม (Best Practice) ของหลักสูตรการฝึกหัดครู โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพทำการศึกษากับนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายที่จะจบไปเป็นครู โดยใช้เวลาในการศึกษา 3 ภาคเรียน ด้วยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตชั้นเรียน พบว่า ในภาคเรียนแรกนักศึกษาจะมีความตระหนักเกี่ยวกับตนเองในระดับสูงในการใช้นวัตกรรม ภาคเรียนที่สองนักศึกษามีความคุ้นเคยกับนวัตกรรมจะมีความตระหนักที่แตกต่างกัน ทั้งความตระหนักเกี่ยวกับตนเอง ความตระหนักเกี่ยวกับงานและความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบในการใช้นวัตกรรม ส่วนในภาคเรียนที่สามนักศึกษามีความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบในการใช้                  

            5.2.3  ระดับการใช้ RTI MODEL ของครู พบว่า ระดับการใช้ RTI MODEL ของครูทั้งสองโรงเรียนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก ในช่วงเวลาก่อนใช้ RTI MODEL ครูยังไม่มีความคุ้นเคยและขาดทักษะในการใช้  RTI MODEL จึงคิดว่า มีการใช้ RTI MODEL ระดับที่ 1 คือ ระดับกำหนดทิศทาง 2) ในระหว่าง การใช้  RTI MODEL รอบที่ 2 และรอบที่ 3 ครูมีความคุ้นเคย และมีทักษะมากขึ้นจึงสามารถใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว และมีความคิดที่จะปรับปรุงให้เข้ากับบริบทของชั้นเรียนของตน จึงทำให้มีการใช้ RTI MODELในระดับ 4A  คือ ระดับกิจวัตรประจำวัน  ในระดับ 4B คือ ระดับปรับปรุง  ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับ Olafson, Quinn, & Hall (2005) ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการนำผลของแบบปฏิบัติที่ดีเยี่ยม (Best Practice) ไปใช้ของหลักสูตรการฝึกหัดครู โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพทำการศึกษากับนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายที่จะจบไปเป็นครู โดยใช้เวลาในการศึกษา 3 ภาคเรียน ด้วยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตชั้นเรียน พบว่า ในภาคเรียนแรกนักศึกษาจะใช้นวัตกรรมในระดับที่สาม คือ ระดับกลไก โดยเน้นในเรื่องของการใช้เทคโนโลยี โดยมีการวางแผนวันต่อวัน ภาคเรียนที่สองและภาคเรียนที่สามนักศึกษาจะใช้นวัตกรรมในระดับ 4B คือ ระดับปรับปรุง โดยนักศึกษามีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น


6. สรุปผลและข้อเสนอแนะ

     

    การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบ  RTI MODEL ให้ประสบผลสำเร็จนั้นจะต้องมี 1) การเตรียมความพร้อมของโรงเรียนและกำหนดแนวทางในการนำ RTI MODEL ไปใช้ ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมที่โรงเรียนต้องดำเนินการร่วมกันทั้งโรงเรียนโดยมีศึกษานิเทศก์และนักวิชาการร่วมในการทบทวนและสร้างความตระหนักร่วมกันในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินการใช้ RTI MODEL 2) การนำ RTI MODEL ไปใช้ในโรงเรียน จำนวน 3 รอบ เพื่อ เป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการใช้ RTI MODEL ของโรงเรียนตามแนวทางที่กำหนดร่วมกันแล้วทำการปรับปรุงให้มีความเหมาะสมกับบริบทของการทำงานในโรงเรียนให้มากที่สุด 3) การประเมินขั้นของความตระหนักและระดับการใช้ RTI MODEL ของครู ว่าอยู่ในระดับใด อย่างไร เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาครูก่อนการใช้ RTI MODEL อีกทั้งผู้บริหารและครูยังต้องมีแนวคิดที่พร้อมจะยอมรับนวัตกรรมใหม่ๆ และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงแนวคิดและแนวปฏิบัติเดิมเพื่อให้เกิดผลที่ดีที่สุดกับนักเรียน ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังนี้

     

     1.ข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบ RTI MODEL สามารถนำไปใช้ได้  2 รูปแบบ คือ รูปแบบที่ 1 เป็นระบบการช่วยเหลือนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางการเรียนรู้  2) เป็นวิธีการคัดกรองนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางการเรียนรู้     

     2.ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป           

        2.1 ควรมีการศึกษาและทำวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาวิธีการและเครื่องมือที่ใช้ติดตามความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของนักเรียนด้านการอ่าน และการเขียนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือระดับที่ 1 (Tier-1) และระดับที่ 2 (Tier-2)           

         2.2 ควรมีการศึกษาระยะยาวเพื่อติดตามการใช้  RTI MODEL เช่น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ  การคัดกรอง และวิธีการให้ความช่วยเหลือ ว่าครูมีความตระหนักในการใช้ RTI MODEL ในขั้นที่สูงขึ้นหรือไม่ อย่างไร



 



Last Updated on Saturday, 29 September 2012 03:58
 
รายงานความก้าวหน้า การดำเนินงานศูนย์วิจัย RTI MODL PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Wednesday, 26 September 2012 04:11

                                      รายงานความก้าวหน้า

                              การดำเนินงานศูนย์วิจัย RTI MODL

 

 

ศูนย์วิจัย RTI MODEL

   คณะครุศาสตร์ ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการบริการวิชาการทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยตลอดปีการศึกษา 2554 ดังนี้

1.บริการวิชาการภายในมหาวิทยาลัย ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 

   1.1  ใช้เป็นสถานที่ในการคัดกรองนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์และภาษาไทย ซึ่งให้บริการกับนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีเพื่อวางแผนในการช่วยเหลือทางวิชาการ

   1.2  ใช้เป็นห้องแล็บในการฝึกปฏิบัติการของนักศึกษาในรายวิชาการศึกษาแบบเรียนรวมที่เป็นการทดลองสอนนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ได้แก่ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เช่น Down’s Syndrome และ Slow learner

   1.3  เป็นห้องสมุดเพื่อการค้นคว้าทางด้านการศึกษาพิเศษสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี-ปริญญาเอก


2.บริการวิชาการกับบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัย ดังรายละเอียดต่อไปนี้

  2.1เป็นห้องสุดที่ให้บริการในการค้นคว้าด้านการศึกษาพิเศษ

  2.2เป็นแหล่งให้บริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการออกแบบการเรียนรู้เพื่อช่วยเหลือนักเรียนในระบบการศึกษาปกติ โดยมีครูจากโรงเรียนต่างๆ สมัครเป็นสมาชิกศูนย์ ดังรายละเอียดในภาคผนวก

  2.3เป็นศูนย์ที่ให้ความช่วยเหลือและให้คำแนะนำแก่โรงเรียนแกนนำการจัดการเรียนร่วมในการทำวิจัย เรื่อง การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบโดยใช้ RTI MODEL

  2.4เป็นแหล่งให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครองนักเรียนในการช่วยเหลือนักเรียนในการเรียนรู้และปัญหาทางพฤติกรรม (ได้ให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครองนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนดรุณสิกขาลัย เกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการค่ายฟิสิกส์โอลิมปิก)

 

ปัญหาและอุปสรรคที่พบ

1.สภาพห้องที่จัดเตรียมเป็นห้องค้นคว้า ไม่ได้ติดเครื่องปรับอากาศ ทำให้ผู้มาบริการไม่ค่อยประทับใจกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว

2.เวลาในการให้บริการสืบค้นหนังสือ ไม่เป็นเวลาเนื่องจากไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำ บางช่วงเวลาไม่สามารถให้บริการได้เนื่องจากหัวหน้าศูนย์ติดสอนหรือติดประชุม

3.การจัดสภาพแวดล้อมให้เป็นห้องเพื่อการเรียนรู้ยังไม่ค่อยสมบูรณ์ เนื่องจากการออกแบบตกแต่ง การจัดระบบหมวดหมู่หนังสือ และมุมสำหรับการค้นคว้ายังไม่เหมาะสมและเพียงพอ

4.โต๊ะและเก้าอี้สำหรับใช้ในการนั่งอ่านหนังสือไม่เพียงพอ5.ขาดชั้นวางหนังสือในการเสนอหนังสือหรือวารสารที่น่าสนใจ หรือวารสารใหม่ๆ

 

 

กิจกรรมที่จะดำเนินการในภาคเรียนที่ 1/2555

1.โครงการวิจัยการพัฒนาระบบการช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

2.เปิดบริการสืบค้นตำรา เอกสารด้านการศึกษาทั่วไปและการศึกษาพิเศษ ตลอดจนนำเสนอตัวอย่างสื่อที่ใช้ในการเรียนรู้

3.เปิดบริการให้คำชี้แนะและฝึกปฏิบัติการผลิตสื่อเพื่อใช้ในการช่วยเหลือเด็ก LD และเด็กกลุ่มอื่นๆ

4.จัดทำโครงการพัฒนาวิชาชีพครูโดยใช้แนวคิด PLCs (Professional Learning Communities) โดยจัดกิจกรรม RTI SEMINAR ในช่วงวันเสาร์เวลา 09.00 – 12.00 น. ในการนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ และงานวิจัยทางการศึกษาพิเศษแก่ครู เพื่อให้ครูนำไปทดลองใช้แล้วนำมารายงานผล ตลอดจนนำผลงานที่ใช้แล้วได้ผลจัดรวบรวมเป็น Effective Teaching Bank ที่รวบรวมวิธีสอนที่มีประสิทธิผลในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ ที่ครูหรือผู้ปกครองที่สนใจสามารถยืมไปใช้ได้

5.นำเสนอเอกสารและงานวิจัยของศูนย์เป็นภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมเข้าสู่ประชาคม ASEAN ที่สามารถพัฒนาเป็นศูนย์ต้นแบบ RTI MODEL ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นแหล่งศึกษาดูงานของประเทศลาวและประเทศอื่นๆ ต่อไป


Last Updated on Thursday, 27 September 2012 06:04
 
กิจกรรมของศูนย์วิจัย RTI MODEL PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Wednesday, 26 September 2012 04:04

กิจกรรมของศูนย์วิจัย RTI MODEL

 

    ศูนย์วิจัย RTI MODEL ได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการตั้งแต่ วันที่ 18 ปีพ.ศ.2553 โดยได้นำแนวคิดจากการวิจัย ของ ผศ.ดร.จุฬามาศ  จันทร์ศรีสุคต ที่ได้นำแนวคิด RTI MODEL มาพัฒนาระบบการช่วยเหลือทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ ดังมีรายละเอียดของการจัดกิจกรรมบริการทางวิชาการดังนี้

1.อบรม RTI MODEL ให้กับนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาพิเศษ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2553

2.อบรม RTI MODEL และ UNIVERSAL DESIGN for LEARNING  ให้กับครูสังกัดต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุมในวันราชภัฏวิชาการ  เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมคม 2553

3.อบรม RTI MODEL และ UNIVERSAL DESIGN for LEARNING  ให้กับครู ผู้บริหารและศึกษานิเทศก์ สังกัด สพป.อุดรธานี เขต 2 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2553

4.อบรม RTI MODEL และ UNIVERSAL DESIGN for LEARNING  ให้กับนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาพิเศษ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2554

5.อบรม RTI MODEL และ UNIVERSAL DESIGN for LEARNING  ให้กับนักศึกษาทุน สควค. และนักศึกษาทุนโครงการครูพันธุ์ใหม่นำร่อง ปีการศึกษา 2552  ช่วงเดือน 14 มีนาคม 2554

6.อบรม RTI MODEL และ UNIVERSAL DESIGN for LEARNING  ให้กับครูและผู้บริหารโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ช่วงเดือน พฤษภาคม 2554

7.อบรมการขยายผลการใช้ RTI MODELและ UNIVERSAL DESIGN for LEARNING  ให้กับนักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน (การศึกษาพิเศษ) ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารและครูสังกัด สพป.อุดรธานี เขต 2 เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2554

8.อบรมการขยายผลการใช้ RTI MODEL ให้กับนักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน (การศึกษาพิเศษ) ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารและครูสังกัด สพป.อุดรธานี เขต 2 เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2554

9.อบรมการการติดตามความก้าวหน้าในการตอบสนองต่อ RTI MODEL โดยใช้ CBM ให้กับครูที่เข้าร่วมประชุมวันราชภัฏวิชาการ และเป็นการนำเสนอผลการดำเนินการใช้ RTI MODEL ต่อตัวแทนจากสำนักงานส่งเสรอมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2554

10.อบรม RTI MODEL และ UNIVERSAL DESIGN for LEARNING  ให้กับครู ผู้บริหารและศึกษานิเทศ สังกัด สพป.หนองบัวลำภู เขต 1 ในวันที่ 12-14 กันยายน 2554

11.อบรม RTI MODELและ UNIVERSAL DESIGN for LEARNING  ให้กับนักศึกษาทุนโครงการ สควค.และนักศึกษาทุนโครงการครูพันธุ์ใหม่นำร่อง ปีการศึกษา 2553 ในเดือน มกราคม 2555

12.อบรม การพัฒนาวิชาชีพโดยใช้ RTI MODEL และ การสอนที่เน้นความแตกต่างของผู้เรียนแก่ครูที่เข้าร่วมประชุมในวันราชภัฏวิชาการ 17 สิงหาคม 2555

Last Updated on Thursday, 27 September 2012 06:05
 
กรอบแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กพิการ PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Wednesday, 26 September 2012 03:38

กรอบแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กพิการ 

ประเด็น: การผลการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร สื่อ

นวัตกรรมและกระบวนการเรียนรู้ 

สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 

                     หน่วยงานที่รับผิดชอบ : ศูนย์วิจัย RTI MODEL คณะครุศาสตร์


............................................................. 

 

 

ความเป็นมาโดยสังเขป 

สืบเนื่องจากคณะครุศาสตร์ เป็นหน่วยงานที่ผลิตครูมีหน้าที่ทำการศึกษาวิจัย เพื่อค้นหาองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อเผยแพร่ให้กับนักศึกษา ครูและผู้สนใจทั่วไปเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ อีกทั้งการประเมินภายนอกของ สมศ.ซึ่งได้กำหนดมาตรฐานการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองต่อผู้เรียนที่มีความสามารถแตกต่างกัน(เก่ง กลาง อ่อน) และโรงเรียนมักจะขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ในการจัดการเรียนรู้ เนื่องจากไม่รู้จักนวัตกรรมใหม่ที่สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว แต่จากการวิจัยของ ผศ.ดร.จุฬามาศ จันทร์ศรีสุคต ที่ได้พัฒนาระบบการช่วยเหลือทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ โดยใช้แนวคิด RTI MODEl , Curriculum Based Measurement และ Universal Design for Learning ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ใช้ในการคัดแยกเด็กแอลดี และนวัตกรรมใหม่ที่ใช้ในการติดตามความก้าวหน้าของนักเรียนและการออกแบบสิ่งแวดล้อมหรือหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้สำหรับนักเรียนทุกคนในระบบการศึกษาปกติ จากผลการวิจัยพบว่า เมื่อเสร็จสิ้นการช่วยเหลือตามระบบ นักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์มีจำนวนลดลง และนักเรียนมีความสุขกับการเรียน มีความเชื่อมั่นในตนเองในการเรียนคณิตศาสตร์สูงขึ้น นอกจากนี้แล้วในการพัฒนาหลักสูตรหมวดวิชาเฉพาะด้าน(วิชาชีพครู) หลักสูตรปรับปรุง พุทธศักราช 2554 ของคณะครุศาสตร์ได้พัฒนารายวิชาขึ้นมาใหม่ จำนวน 2 รายวิชาที่นำองค์ความรู้จากการวิจัยมาใช้ ได้แก่ 1) ระบบการดุแลช่วยเหลือนักเรียน (รายวิชานี้ใช้แนวคิด RTI MODEL และระบบการช่วยเหลือทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ มาใช้ในการช่วยเหลือนักเรียนทั้งทางด้านวิชาการและพฤติกรรม) 2) การสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (รายวิชานี้นำแนวคิด RTI MODEL, Universal Design for Learning และระบบการช่วยเหลือทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ มาใช้ในการช่วยเหลือนักเรียนที่มีความบกพร่องด้านการอ่าน การเขียนและการคิดคำนวณ)

ด้วยเหตุผลข้างต้น คณะครุศาสตร์ในฐานะที่เป็นสถาบันฝ่ายผลิตครูพันธุ์ใหม่ในปีการศึกษา 2553 และครู สควค. รุ่นที่ 14 จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาหลักสูตร จัดตั้งศูนย์วิจัยพัฒนาระบบการคัดแยกและช่วยเหลือเด็ก LD (RTI MODEL) เพื่อนำองค์ความรู้จากการวิจัยของอาจารย์คณะครุศาสตร์ คณะครูจากโรงเรียนต่างๆ มารวบรวมไว้เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักศึกษาที่จะใช้ในการค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับเด็กแอลดีและเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับครูที่สามารถเข้ามาใช้บริการในการยืมสื่อการเรียนการสอน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการให้ความช่วยเหลือนักเรียนที่มีความหลากหลาย อีกทั้งเปิดโอกาสให้ครูนำนักเรียนเข้ามาเรียนรู้หรือฝึกทักษะที่ศูนย์ นอกจากนี้แล้วผู้ปกครองยังสามารถนำบุตรหลานเข้ามาใช้บริการเพื่อฝึกทักษะต่างๆ ในช่วงวันเสาร์และอาทิตย์

 

แผนการดำเนินการในปีการศึกษา 2554

 1. การจัดตั้งศูนย์วิจัยพัฒนาระบบการคัดแยกและช่วยเหลือเด็กแอลดี (RTI MODEL) ณ คณะครุศาสตร์

2. จัดทำเอกสารเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับ RTI MODEL และระบบการช่วยเหลือทางคณิตศาสตร์

3. การจัดอบรมเผยแพร่ความรู้ให้กับครูและผู้สนใจทั่วไป 

4. การจัดอบรมโรงเรียนต้นแบบการใช้ RTI MODEL

5. การเผยแพร่ให้ความรู้กับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่สนใจ 

6. การจัดอบรมให้กับนักศึกษาทุนโครงการ สควค.และนักศึกษาทุนครูพันธุ์ใหม่นำร่อง ปีการศึกษา 2552

7. การจัดอบรมให้กับคณะครูโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

8. นำเนื้อหา RTI MODEL, Universal Design for Learning และระบบการช่วยเหลือทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความยุ่งยากทางคณิตศาสตร์ มาพัฒนารายวิชาในหมวดวิชาเฉพาะด้าน คือ 1) ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 2) การสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้

9. นำมาเป็นเนื้อหาเรื่องการคัดแยกเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ในรายวิชาการศึกษาแบบเรียนรวม

 

แผนการดำเนินงานในปีการศึกษา 2555

1.โครงการวิจัยการพัฒนาระบบการช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี (เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและเด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม)

2.เปิดบริการสืบค้นตำรา เอกสารด้านการศึกษาทั่วไปและการศึกษาพิเศษ ตลอดจนนำเสนอตัวอย่างสื่อที่ใช้ในการเรียนรู้

3.เปิดบริการให้คำชี้แนะและฝึกปฏิบัติการผลิตสื่อเพื่อใช้ในการช่วยเหลือเด็ก LD และเด็กกลุ่มอื่นๆ

4.จัดทำโครงการพัฒนาวิชาชีพครูโดยใช้แนวคิด PLCs (Professional Learning Communities) โดยจัดกิจกรรม RTI SEMINAR ในช่วงวันเสาร์เวลา 09.00 – 12.00 น. ในการนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ และงานวิจัยทางการศึกษาพิเศษแก่ครู เพื่อให้ครูนำไปทดลองใช้แล้วนำมารายงานผล ตลอดจนนำผลงานที่ใช้แล้วได้ผลจัดรวบรวมเป็น Effective Teaching Bank ที่รวบรวมวิธีสอนที่มีประสิทธิผลในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ ที่ครูหรือผู้ปกครองที่สนใจสามารถยืมไปใช้ได้5.นำเสนอเอกสารและงานวิจัยของศูนย์เป็นภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมเข้าสู่ประชาคม ASEAN ที่สามารถพัฒนาเป็นศูนย์ต้นแบบ RTI MODEL ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นแหล่งศึกษาดูงานของประเทศลาวและประเทศอื่นๆ ต่อไป

 

งบประมาณที่ใช้

1.งบประมาณแผ่นดินของคณะครุศาสตร์

2.งบประมาณการวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีระยะเวลาตั้งแต่ปีการศึกษา 2555 เป็นต้นไป

 

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1.เป็นแหล่งเรียนรู้และให้บริการทางวิชาการใหม่ๆ ที่ให้บริการแก่โรงเรียนในเขตจังหวัดอุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภูและจังหวัดใกล้เคียง

2.ได้นวัตกรรมในการช่วยเหลือในการเรียนรู้สำหรับเด็กพิการโดยเฉพาะวิชาภาษาไทยและคณิตศาสตร์ตั้งแต่ระดับอนุบาจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น

3.ได้ผลงานทางวิชาการ เช่น บทความ งานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำไปสู่การนำเสนอในการประชุมวิชาการระดับชาติผู้ให้ข้อมูล  

 

ผศ.ดร.จุฬามาศ  จันทร์ศรีสุคต   E-mail: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

เบอร์โทรติดต่อ 042-244985   มือถือ  081-7397913




Last Updated on Thursday, 27 September 2012 06:06
 
«StartPrev12NextEnd»

Page 1 of 2